ควอนตัมบำบัด เวชศาสตร์บูรณาการ


“ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” คำกล่าวที่คล้ายๆ จะตกยุคตกสมัย เพราะอาจจะได้ยินกันมาช้านาน ทว่า มองในอีกแง่ก็เป็น “วลี” คลาสสิกที่อยู่คู่มนุษย์มานานปีดีดัก แม้ว่ามนุษย์เรามิอาจที่จะหลีกพ้น 1 ในอริยสัจ นั่นคือ ความป่วยไข้ ไปได้ เพียงแต่จะป่วยมาก ป่วยน้อย แตกต่างกันไป

เมื่อความป่วยไข้คือความจริงที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงนับตั้งแต่กำเนิดมนุษย์ การแพทย์จึงได้รับการพัฒนาควบคู่กันมา โดยเฉพาะหลังยุคกลางที่วิวัฒน์ทางการแพทย์ไม่ต้องซุกๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป การทดลอง ศึกษาร่างกายมนุษย์ จนกระทั่งการพัฒนาทางยาจากสมุนไพร สู่การผลิตยาเป็นอุตสาหกรรม เทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนามาเป็นลำดับ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้มนุษย์เราหลีกพ้นจากความเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นการค้นหาลาภอันประเสริฐแห่งชีวิตซึ่งมีค่า

ทว่า ในรอบทศวรรษที่ผ่านมานี้ ดูเหมือนว่าเข็มทิศของแวดวงการแพทย์จะตีกลับ โดยเฉพาะเทรนด์สมัยใหม่ที่หันมานิยมการ “เลิก” ใช้ยา โดยเฉพาะยาสมัยใหม่ ซึ่งผ่านการผลิตทางเคมี ศาสตร์ต่างๆ อันพึงมีอยู่ในโลกนี้ ได้รับการตั้งสมมติฐาน ผ่านการนำกลับมาวิจัยเพื่อพัฒนาแพทย์แผนเก่าให้เข้ากับชีวิตยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการฝังเข็ม การนวด โยคะ ฯลฯ เพื่อการนำมาใช้ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการรักษาโรคแบบไม่ใช้ยา อันเป็นแนวโน้มของแพทย์แผนทางเลือกของปัจจุบัน... และอนาคต

เช่นเดียวกับ “ควอนตัมบำบัด” ซึ่งเพิ่งคิดค้นพัฒนาการรักษาโรคโดยใช้คลื่นควอนตัมขึ้นใหม่ในเยอรมนี เมื่อก่อนสหัสวรรษที่ผ่านมา (ปี 1999) ก่อนที่จะผ่าน อย. บ้านเรานำเข้ามาในเมืองไทยครั้งแรก ในปี 2005 โดยการอนุมัติของ นพ.กวี ไชยศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี

อย่างไรก็ตาม แม้ “ควอนตัมบำบัด” จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในการบำบัดรักษาโรคฝั่งยุโรป หากในเมืองไทยยังเป็นเรื่องใหม่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน “ควอนตัมบำบัด” จากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จึงได้เป็นตัวตั้งตัวตีตั้ง “ชมรมแพทย์ควอนตัมบำบัดแห่งประเทศไทย” ขึ้น เพื่อเผยแพร่ศาสตร์ดังกล่าว รวมทั้งเพื่อขยายวงในการช่วยบำบัดรักษาโรคให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยตอนนี้มีโรงพยาบาลและหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลปทุมเวช (จ.ปทุมธานี) ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก (ศาลายา) มาริษาคลินิกเวชกรรม (กรุงเทพฯ/จ.เชียงใหม่) อรวรรณสปา (สุขุมวิท 55) ฯลฯ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน “ควอนตัมบำบัด” จากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เล่าว่า “ควอนตัมบำบัด” เป็นการเสริมสร้างและฟื้นฟูสุขภาพแนวใหม่ ซึ่งอาศัยคลื่นควอนตัม หรือคลื่นพลังงานแม่เหล็กที่มีความถี่อยู่ระหว่าง 0.1-1 หมื่นเฮิรตซ์ และมีความแรงของคลื่นน้อยกว่า 50 ไมโครเทสลา

ลักษณะเฉพาะของการรักษาโดยกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าแม่เหล็กระบบ “ควอนตัมบำบัด” คือ เป็นพลังงานต่ำ หรือมีแรงต่ำกว่าพลังงานแม่เหล็กโลก (ต่ำกว่า 50 ไมโครเทสลา) นอกจากนี้ ยังเป็นคลื่นที่มีความถี่แปรผัน (มีค่าตั้งแต่ 0.1-1 หมื่นเฮิรตซ์) มีการสลับขั้วของพลังงานแม่เหล็ก รวมทั้งสามารถทำให้เกิดการลำเลียงไอออน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตอนภายในร่างกาย ซึ่งจะส่งผลต่อร่างกายในการช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต และเพิ่มศักย์ไฟฟ้าของเซลล์ในร่างกายให้สูงขึ้น

คุณหมอผู้เชี่ยวชาญคนเดิมให้อรรถาธิบายอีกว่า โดยปกติร่างกายของเราจะต้องมีพลัง คล้ายๆ กับแบตเตอรี่ที่ได้รับการชาร์จจนเต็ม พร้อมสำหรับการใช้งานในแต่ละรูปแบบ หากเมื่อเราเจ็บป่วยขึ้นมา ก็คล้ายกับว่า แบตเตอรี่ที่อ่อนแรง หรือแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพลง ดังนั้น จึงต้องมีการชาร์จแบตเพื่อเพิ่มพลังงานเข้าไป ซึ่งการรักษาแบบ “ควอนตัมบำบัด” ซึ่งมี 3 รูปแบบ คือ ที่นอน หมอน และปากกา จะมาช่วยในการเติมพลังเข้าไปในแบตเตอรี่ของร่างกายใหม่ คล้ายการชาร์จให้เต็มอีกครั้ง

“ควอนตัมบำบัด” หรือการใช้พลังงานสนามคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคลื่นความถี่ต่ำ มีวัตถุประสงค์ทั้งเพื่อการรักษา การตรวจวินิจฉัย การป้องกันโรค รวมทั้งการฟื้นฟูผู้ป่วย โดยจะช่วยกระตุ้นสิ่งที่สำรองเอาไว้ในร่างกาย ทั้งในระดับเซลล์และระบบชีวภาพ ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และปรับอวัยวะให้มีการต่อต้านระบบการทำงานที่ไม่ปกติ จากการทดลองวิจัยในต่างประเทศและในประเทศไทย พบว่า การแพทย์แนวนี้สามารถบำบัด/รักษาได้สารพัดโรค ตั้งแต่ กระดูก บาดแผล ยีนส์ ปอด ปัสสาวะ ผิวหนัง ระบบช่องท้อง ทันตกรรม ระบบประสาท หัวใจ เบาหวาน มะเร็ง อาการปวดต่างๆ รวมทั้งปวดไมเกรนและระบบภูมิคุ้มกัน

สำหรับการรักษาระดับทั่วไป คนไข้จะได้รับการจัดโปรแกรมให้นอนบนเตียงควอนตัม วันละ 16 นาที ถ้าป่วยมาก เช่น เป็นอัมพาต ปวดหลัง ปวดไหล่ ก็อาจจะมีการใช้หมอนควอนตัม รวมทั้งปากกาจี้เป็นจุดๆ -- ทั้งหมดนี้เรียกว่า 1 ชุด ถ้าป่วยหนักมาก หรือป่วยเฉียบพลัน แพทย์อาจจะให้รับการรักษาวันละ 3 ชุด

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน “ควอนตัมบำบัด” จากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เสริมด้วยว่า โดยปกติแล้วร่างกายคนเราจะทำงานอยู่ 2 ระบบ คือ “ซ่อม” กับ “สู้” ซึ่งหากจะให้ดีที่สุดนั้น ทั้ง 2 ระบบนี้ ควรจะเป็นไปอย่างมีสมดุล สำหรับการนำ “ควอนตัมบำบัด” มาใช้ก็จะมีการตรวจเช็กร่างกายเป็นรายบุคคล เพื่อที่จะเลือกโปรแกรมบำบัดให้เหมาะสม นั่นคือ การปรับสมดุล (โปรแกรมเบสิก ทำให้อวัยวะทุกส่วนปรับสมดุลการทำงาน) การกระตุ้นให้สู้ (โปรแกรมไวทัล เน้นความถี่ของระบบประสาท ระบบหลอดเลือดและหัวใจ ทำให้ร่างกายเกิดความกระปรี้กระเปร่า) หรือการทำให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย (โปรแกรมรีแลกซ์ เน้นความถี่เฉพาะระบบประสาท ทำให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย ลดความเครียด ลดสิ่งรบกวนการนอนหลับ)

ทั้งนั้นและทั้งนี้ ก็เพื่อปรับสมดุล ฟื้นฟู และเติมพลังงานให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติ หรือใกล้เคียงกับภาวะปกติ (ที่ไม่ป่วยไข้) มากที่สุด

ข้อมูลจาก  http://www.dmh.go.th/sty_libnews/news/view.asp?id=8631