โรคเฉพาะสตรีที่ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด  

 

ผู้เขียน..  ศาสตราจารย์นายแพทย์ พงษ์ศักดิ์  ชัยศิลป์วัฒนา    

                   

 โรคเฉพาะสตรีที่พบบ่อยและต้องรักษาด้วยการผ่าตัดมี ดังนี้ 

 

 1.  เนื้องอกรังไข่ (Ovarian cyst or Ovarian tumour)ลักษณะของโรค   

ขนาด ของรังไข่ในภาวะปกติจะมีขนาดโตประมาณ ไข่นกกระทา

อยู่ที่ปีกมดลูกทั้ง 2  ข้าง ภายในอุ้งเชิงกราน ไม่สามารถคลำพบที่ท้องน้อยได้

แต่เมื่อรังไข่กลายเป็น ถุงน้ำหรือเนื้องอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 6-7 เซนติเมตร

ขึ้นไป สตรีที่มี รูปร่างผอมหรือสันทัดมักจะสามารถคลำพบก้อนเนื้องอกเคลื่อนไหว

อยู่ใน ท้องน้อย ถ้าเป็นถุงน้ำมักคลำได้เป็นก้อนตึงๆ แต่ถ้าเป็นเนื้องอกจะคลำได้

เป็น ก้อนแข็ง แต่การคลำที่หน้าท้องไม่สามารถแยกได้ชัดเจนระหว่างถุงน้ำหรือ

เนื้อ งอกรังไข่ เนื้องอกหรือถุงน้ำรังไข่อาจจะเป็นข้างใดข้างหนึ่งหรือ 2 ข้างก็ได้ 

อาการแสดงนอกจากคลำได้ก้อนที่ท้องน้อย ดังกล่าวข้างต้นแล้ว สตรีเหล่านั้นอาจจะมี

อาการปวดหน่วงๆ ที่ท้องน้อย บางครั้งก้านเนื้องอกรังไข่มีการบิดหรือ ขดเป็นเกลียว

หรือ ถุงน้ำแตก จะทำให้สตรีผู้นั้นจะมีอาการปวดเกร็งท้องน้อย มาก บางคนอาจเป็นลม

หน้ามืดได้ บางคนอาจมีอาการถ่ายปัสสาวะกะปริบกะ ปรอย บางคนอาจมีท้องโตคล้าย

สตรีมีครรภ์ที่เราเรียกว่าท้องมาน เนื่องจากมีน้ำ ในช่องท้อง พวกนี้มักจะเป็นเนื้องอกรัง

ไข่ชนิดมะเร็ง 

การวินิจฉัยโดยการตรวจภายใน  ตรวจด้วยเครื่องอุลตราซาวนด์  ซีทีแสกน  

เอมอาร์ไอ หรือการส่อง กล้องเข้าช่องท้อง อย่างใดอย่างหนึ่งหรือร่วมกัน 

การรักษา      ทำการผ่าตัดในกรณีที่เป็นมะเร็งรังไข่อาจจะต้องให้เคมีบำบัด  หรือ

รังสีรักษาร่วมด้วย 

2.      เนื้องอกมดลูก (Uterine fibroid or Myoma uteri) ลักษณะของโรค 

  มดลูก จะมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจเป็นก้อนแข็งเรียบ หรือแข็งมีปุ่มป่ำ เนื้องอกเหล่านี้

เป็น เนื้องอกที่โตช้ากว่าเนื้องอกรังไข่มากอาการแสดงเนื่องจากเนื้องอกมดลูกเป็น 

เนื้องอกที่โตช้า ค่อยๆ โตขึ้นมา กว่าจะคลำได้ที่บริเวณเหนือหัวหน่าวหรือ 

ท้องน้อยจะใช้เวลานานอย่างน้อย 3-5 ปี แต่ในระหว่างที่เนื้องอกมดลูกค่อยๆ  

โตขึ้นมานั้น การเปลี่ยนแปลงที่พบในระยะแรกๆ คือ การมีระดูมามาก หรือมา นาน

หรือมามากและนานกว่าปกติ สตรีบางคนอาจมีปวดระดูร่วมด้วย เมื่อเนื้อ งอกมดลูก

เจริญเติบโตขึ้นจนได้ขนาดที่พอเหมาะ อาจจะไปเบียดและกดทับ กระเพาะปัสสาวะ

 ทำให้สตรีเหล่านั้นมีอาการถ่ายปัสสาวะบ่อยหรือถ่าย ปัสสาวะกะปริบกะปรอย

ร่วมด้วย 

การวินิจฉัยทำนองเดียวกันกับเนื้องอกรังไข่ 

การรักษาในกรณีที่เนื้องอกมดลูกมีขนาดเล็กและไม่มีอาการผิดปกติมาก เกินไป  

ร่วมกับอยู่ในวัยใกล้จะหมดระดูแล้ว อาจจะไม่ต้องรับการผ่าตัด เพราะเมื่อถึง 

วัยหมดระดูเนื้องอกมักจะไม่โตขึ้น เนื้องอกมดลูกบางรายอาจจะฝ่อลงไปเอง 

 แต่เพื่อความไม่ประมาท สตรีเหล่านี้ต้องไปรับการตรวจภายในทุก 3-6 เดือน

  ถ้าการตรวจติดตามผลพบว่าเนื้องอกมดลูกมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก หรือมีอาการ

 ผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่นระดูมามาก หรือปวดระดูมากขึ้น แพทย์จะพิจารณา 

ให้ตัดเฉพาะตัวเนื้องอกมดลูกออก หรือ ตัดมดลูกออกไปหมด ทั้งนี้ขึ้นกับ

 สภาวะสุขภาพของสตรีที่มีเนื้องอกมดลูกแต่ละราย และขึ้นกับความต้องการจะ 

มีบุตรต่อไป  ในกรณีที่ตัดเฉพาะเนื้องอกมดลูกออกไป เหลือเนื้อมดลูกที่ดีๆ ไว้ 

 อาจจะมีความเสี่ยงที่มีเนื้องอกมดลูกงอกขึ้นมาใหม่ได้อีก ดังนั้นการพิจารณา

 การผ่าตัดต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ร่วมกับความสมัครใจของผู้ป่วยยังมี

 เนื้องอกมดลูกอีกประเภทหนึ่ง ที่งอกอยู่ในโพรงมดลูก แพทย์สามารถวินิจฉัย 

ด้วยเครื่องอุลตราซาวนด์ หรือการส่องกล้องเข้าไปตรวจในโพรงมดลูก ถ้าก้อน

 เนื้องอกในโพรงมดลูกมีขนาดไม่ใหญ่เกินไป แพทย์สามารถใช้เครื่องมือสอด 

เข้าไปในโพรงมดลูกผ่านทางกล้องและทำผ่าตัดย่อยสลายเนื้องอกออกมาได้ 

โดยไม่ต้องมีบาดแผลที่ท้องน้อย    

 

3.      เนื้อเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)ลักษณะของโรคโดยปกติเนื้อเยื่อ

 บุมดลูกจะบุอยู่ภายในโพรงมดลูก ถ้าพบว่ามีเนื้อเยื่อบุมดลูกงอกอยู่นอกโพรง

 มดลูก เช่น งอกแทรกเข้าไปในเนื้อเยื่อรังไข่ จะทำให้รังไข่โตขึ้นกลายเป็นถุง

 น้ำสีดำที่เรียกว่า ช๊อกโกแลตซิสต์ (Chocolate cyst)  ถ้าเนื้อเยื่อบุมดลูกแทรก

 เข้าไปอยู่ระหว่างเส้นใยของเนื้อมดลูก ก็จะทำให้มดลูกโตเป็นเนื้องอกมดลูก

 ที่ เรียกว่า อะดีโนมัยโอสิส (Adenomyosis)อาการแสดงสตรีที่เป็นเนื้อเยื่อบุมดลูก

 เจริญผิดที่ ที่รังไข่ จะมีอาการคล้ายโรคถุงน้ำรังไข่ ถ้าเป็นที่มดลูกจะมีอาการ 

คล้ายโรคเนื้องอกมดลูก ดังกล่าวข้างต้น สตรีเหล่านี้มีอาการปวดระดูมาก  

อาการปวดระดูจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจมีระดูมามากหรือมานานกว่า ปกติ

หรือมีระดูกะปริบกะปรอย  นอกจากนั้นอาจมีความรู้สึกปวดท้องน้อย หรือปวดก้นกบ

ขณะที่มีเพศสัมพันธ์ และสตรีที่เป็นโรคนี้มักจะมีบุตรยาก 

การวินิจฉัย ทำนองเดียวกันกับเนื้องอกรังไข่และเนื้องอกมดลูก

 การรักษา 1.      ผ่าตัดเอาส่วนที่เป็นโรคออกไป และตามด้วยยาฉีด หรือยารับประทาน

นาน ประมาณ 6 เดือน เพื่อให้เนื้อเยื่อบุมดลูกที่เจริญผิดที่ ที่เหลืออยู่บ้างนั้นฝ่อไป 

และไม่งอกขึ้นมาใหม่

 2.      ใช้ลำแสงเลเซอร์ ช่วยในการผ่าตัดและสลายเนื้อเยื่อบุมดลูกที่เจริญผิดที่นั้น 

 และตามด้วยยาฉีดหรือยารับประทาน นานประมาณ 6 เดือน  

4.    การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic pregnancy)ลักษณะของโรค  สตรีที่ ตั้งครรภ์ปกติ

 ทารกและถุงน้ำหุ้มรอบตัวทารกจะอยู่ในโพรงมดลูก  ในรายที่ ตั้งครรภ์นอกมดลูก

 ส่วนของทารกและถุงน้ำจะอยู่นอกโพรงมดลูก อาจจะอยู่ที่ บริเวณท่อนำไข่ตรงปีก

มดลูกข้างใดข้างหนึ่ง หรืออยู่ที่รังไข่ หรือ บริเวณช่อง ท้องนอกโพรงมดลูก เป็นต้น 

การตั้งครรภ์เหล่านี้ล้วนเป็นการตั้งครรภ์ผิดปกติ ทั้งสิ้น   อาการแสดง สตรีที่ตั้งครรภ์

นอกมดลูก ส่วนใหญ่จะมีอาการเหมือน การตั้งครรภ์ตามปกติ เช่นมีการขาดระดู หรือ

ระดูมาช้ากว่ากำหนด มีเต้านมคัด ตึง หรือบางรายมีอาการแพ้ท้องร่วมด้วย แต่เมื่อ ตั้ง

ครรภ์ไปได้ระยะหนึ่ง ส่วน ใหญ่ประมาณ 2- 3 เดือน สตรีเหล่านั้นจะเริ่มมีอาการปวด

หน่วงที่ท้องน้อย  ประมาณ 3-4 วัน ต่อมาจะมีเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอด

 คล้ายการ แท้งบุตร  ถ้าไม่ได้ไปพบแพทย์ จะมีอาการเป็นลมหน้ามืดใจสั่น หรือ หมด

สติ  เนื่องจากมีเลือดออกจากอวัยวะส่วนที่ตั้งครรภ์นอกมดลูกทำให้ตกเลือดมาก

ใน ช่องท้อง และอาจเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ 

การวินิจฉัยจากประวัติของอาการดังกล่าว  ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วไป การตรวจ

ภายใน ตรวจเลือด  ตรวจปัสสาวะ และ/หรือตรวจด้วยเครื่องอุลตราซาวด์ และ/หรือการ

ใช้กล้อง ส่องตรวจภายในช่องท้องการรักษารักษาด้วยการผ่าตัดเอาส่วนที่เป็นโรคออก 

 และห้ามเลือดให้หยุดสนิท ในกรณีที่มีการเสียเลือดไปมากจะต้องมีการให้เลือด ทด

แทนส่วนที่ขาดไป 

 

5.พังผืดในอุ้งเชิงกราน (Pelvic adhesion)ลักษณะของโรค  พบมี

พังผืดเป็น แผ่นฝ้าหรือใสบาง ๆ เกาะติดอยู่กับลำไส้และอวัยวะต่างๆ ในอุ้งเชิงกราน

เช่น มดลูก ปีกมดลูกและกระเพาะปัสสาวะเป็นต้น  สตรีเหล่านี้มักมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำ ให้

เกิดโรคนี้มาก่อน เช่น เคยป่วยเป็นโรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานที่เรียกกันว่า ไข้ ทับระดู

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์  หรือ เป็นโรคเยื่อบุ มดลูกเจริญผิดที่

หรือ ในสตรีบางรายที่เคยได้รับการผ่าตัดในช่องท้องมาก่อน  อาจจะเกิดโรคพังผืดใน

ช่องเชิงกรานได้  อาการแสดง  สตรีที่ป่วยด้วยโรคนี้ บางคนไม่มีอาการแสดงทีผิดปกติ

ใดๆ  ส่วนสตรีที่มีอาการผิดปกติ อาจมีอาการปวดท้องน้อยบ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ 

บางรายที่เป็นมากอาจมีอาการ คลื่นไส้และอาเจียนได้            

การวินิจฉัย    อาศัยประวัติการเจ็บป่วยในอดีตและปัจจุบัน การตรวจร่างกาย  

การตรวจภายใน และ/หรือการส่องกล้องตรวจภายในอุ้งเชิงกราน          

 การรักษา      ผ่าตัดเลาะพังผืดออกให้หมด อาจจะใช้การผ่าตัดแบบเดิม 

 (ผ่าตัดโดยเปิดแผลที่ท้องน้อย) หรือ การผ่าตัดผ่านกล้องก็ได้ แต่ในกรณีที่ 

พังผืดมีไม่มากและไม่หนาแน่นเกินไป การผ่าตัดผ่านกล้องย่อมได้ประโยชน์ 

มากกว่าการผ่าตัดด้วยวิธีเดิม

 

  -----------------------------------------------